ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ฉบับภาษาไทย ภาคพันธสัญญาเดิม มี 39 เล่ม และพันธสัญญาใหม่ มี 27 เล่ม ดังนี้
เริ่มต้นที่
บทที่ 1 ปฐมกาล
1. ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน
2. แผ่นดินก็ว่างเปล่าความมืดอยู่เหนือน้ำและพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น
3. พระเจ้าตรัสว่า"จงเกิดความสว่าง" ความสว่างก็เกิดขึ้น
4. พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดีและทรงแยกความสว่างออกจากความมืด
5. พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก
6. พระเจ้าตรัสว่า"จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน"
7. พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น
8. พระเจ้าทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเข้า เป็นวันที่สอง
9. พระเจ้าตรัสว่า"น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น" ก็เป็นดังนั้น
10. พรเจ้าทรงเรียกที่แห้งนั้นว่าแผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่าทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
11. พระเจ้าตรัสว่า"แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบนแผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น
12. แผ่นดินก็เกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดตามชนิดของมันและต้นไม้ที่ออกผลมีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
13. มีเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นวันที่สาม
14. พระเจ้าตรัสว่า "จงมีดวงสว่างบนฟ้าเพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี
15. และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น
16. พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่ไว้สองดวง ให้ดวงสว่างครองวัน ดวงเล็กครองคืน พระองค์ทรงสร้างดวงดาวต่าง ๆ ด้วย
17. พระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
19. มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สี่
20. พระเจ้าตรัสว่า"น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และนกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน"
21. พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่และสัตว์ที่มีชีวิตนานาชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำ เป็นฝูง ๆ ตามชนิดของมัน และนกต่าง ๆ ตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
22. พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่สัตว์เหล่านั้นว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้น จนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นในแผ่นดิน"
23. มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่ห้า
24. พระเจ้าตรัสว่า"แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ป่าตามชนิดของมัน" ก็
25. พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมันและสัตว์ต่าง ๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี
26. แล้วพระเจ้าตรัสว่า"ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและฝูงสัตว์ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่าง ๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน"
27. พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
28. พระเจ้าทรงอวยพระพรให้แก่มนุษย์ตรัสแก่เขาว่า"จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน"
29. พระเจ้าตรัสว่า"ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมดซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า
30. ฝ่านสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดิน นกทั้งปวงในอากาศและบรรดาสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินทุกสิ่งทุกอย่างที่มีลมปราณนั้น เราให้พืชสีเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร"ก็เป็นดังนั้น
31. พระเจ้าทรงทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก
บทที่ 2 ปฐมกาล
1. ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้นอยูในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ
2. วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำ
3. พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิต
สวนเอเดน 4.เรื่องฟ้าสวรรค์และแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้างมีดังนี้ ในวันที่พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินและฟ้าสวรรค์
5. ต้นไม้ตามทุ่งนายังไม่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และพืชตามทุ่งนาก็ยังไม่งอกขึ้นเลยเพราะพระเจ้ายังมิได้ทรงทำให้ฝนตกบนแผ่นดิน ทั้งยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถ่นา
6. แต่มีน้ำพลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินเปียกทั่วไป
7. พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยพงคลีดินระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต
8. พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดนทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นนั้นมาอยู่ที่นั้น
9. แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและน่ากิน เป็นอาหารงอกจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่ง อยู่ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย
10. มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลจากสวนเอเดนรดสวนนั้น จากที่นั่นก็แยกออกเป็นสี่สาย
11. ชื่อแม่น้ำสายที่หนึ่งคือปิโชน เป็นแม่น้ำที่ไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ ที่นั่นมีแร่ทองคำ
12. ทองคำที่เมืองนั้นเป็นทองคำเนื้อดี และมียางไม้ ตะคร้ำและโมรา
13. ชื่อแม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูช
14. ชื่อแม่น้ำสายที่สานคือไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของเมืองอัสซีเรียและแม่น้ำสานที่สี่ชื่อยูเฟรติส
15. พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์อยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน
16. พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า"บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด
17. เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่"
18. พระเจ้าตรัสว่า"ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น"
19. พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งและนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่า เขาเรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น
20. ชายนั้นจึงตั้งชื่อบรรดาสัตว์ใช้วานและนกในอากาศและบรรดาสัตว์ป่า แต่ชายนั้นยังหาคู่อุปถัมภ์ที่สมกับตนไม่
21. แล้วพระเจ้าทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่ พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม
22. ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น
23. ชายจึงว่า "นี่แหละ กระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่าหญิง เพราะว่าหญิงนี้ออกมาจากชาย"
24. เพราะเหตุนั้นชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน
25. ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน
มนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า บทที่ 3 ปฐมกาล
1. ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น งู ฉลาดกว่าหมด มันถามหญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า'อย่ากินผลจากต้นไม้ใด ๆ ในสวนนี้'"
2. หญิงนั้นจึงตอบงูว่า"ผลของต้นไม้ต่าง ๆ ในสวนนี้เรากินได้
3. เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า'อย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย'"
4. งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า"เจ้าจะไม่ตายจริงดอก
5. เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่าเจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขั้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว"
6. เมื่อหญิงนั้นเห็ว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน
7. ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาในต้นมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้
8. เวลาเย็นวันนั้น เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้ในสวนนั้น ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า
9. พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน"
10. ชายนั้นทูลว่า"ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัวเพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ซ่อนตัวเสีย"
11. พระองค์จึงตรัสว่า"ใครเล่าบอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกาย เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ"
12. ชายนั้นทูลว่า"หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้นส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จังรับประทาน"
13. พระเจ้าตรัสถามหญิงว่า"เจ้าทำอะไรไป" หญิงนั้นทูลว่า"งูล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับประทาน"
14. พระเจ้าจึงตรัสแก่งูว่า "เพราะเหตุที่เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปแช่งมากกว่าสัตว์ใช้งานและสัตว์ทั้งปวง จะต้องเลื้อยคลานไปด้วยท้อง จะต้องกินผงคลีตลอดชีวิต
15. เราจะให้เจ้ากับหญิงนั้นเป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลกและเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ
16. พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า'เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมายในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตรถึงกระนั้นยังปราถนาสามีและเขาจะปกครองตัวเจ้า'
17. พระเจ้าจึงตรัสแก่อาดัมว่า'เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยาและกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต'
18. แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้า และเจ้าจะกินพืชต่าง ๆ ของทุ่งนา
19. เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้าจนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม"
20. ชายนั้นเรียกภรรยาของตนว่า เอวา เพราะนางเป็นมารดาของปวงชนที่มีชีวิต
21. พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย
22. พระเจ้าตรัสว่า"ดูเถิด มนุษย์มาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราแล้ว โดยที่สำนึกในความดีและความชั่ว บัดนี้ อย่าปล่อยให้เขายื่นมือไปหยิบผลต้นไม้แห่งชีวิต มากิน แล้วมีอายุยืนชั่วนิรันดร์"
23. เพราะเหตุนั้นพระเจ้าจึงทรงขับไล่ชายนั้นออกไปและทรงตั้งพวกเครูบ ทางด้านทิศตะวันออกแห่งสวนเอเดน และตั้งกระบี่เพลิงอันหนึ่งที่หมุนได้รอบทิศไว้เฝ้าทางที่จะเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น
คาอินกับอาแบล บทที่ 4 ปฐมกาล
1. ฝ่ายชายนั้นสมสู่อยู่กับเอวาภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อคาอิน นางจึงกล่าวว่า "พระเจ้าทรงโปรดประทานให้ฉันได้ผู้ชายคนหนึ่ง"
2. ต่อมานางก็ให้กำเนิดน้องชายของเขาชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงแกะ ส่วนคาอินเป็นคนทำไร่ไถนา
3. อยู่มาวันหนึ่งคาอินนำพืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า
4. ส่วนอาแบลก็นำแกะหัวปีจากฝูงและไขมันของแกะมาถวาย พระเจ้าทรงพอพระทัยอาแบลและเครื่องบูชาของเขา
5. แต่คาอินกับเครื่องบูชาของเขานั้น พระเจ้าไม่พอพระทัยคาอินก็โกรธแค้นนัก หน้าบูดบึ้งอยู่
6. พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า "เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม
7. ถ้าเจ้าทำดี เราก็พอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ประตู อยากจะตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะบาปนั้นให้ได้"
8. ฝ่ายคาอินก็พูดชวนอาแบลน้องชายของตนว่า "เราไปนากันเถอะ" เมื่ออยู่ที่นาด้วยกัน คาอินก็โถมฆ่าอาแบลน้องชายของตนเสีย
9. พระเจ้าตรัสถามคาอินว่า"อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน" คาอินจึงทูลว่า"ข้าพระองค์ไม่ทราบ ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง"
10. พระองค์ตรัสว่า"เจ้าทำอะไรไปโลหิตของน้องเจ้าส่งเสียงร้องฟ้องขึ้นมาจากดิน
11. บัดนี้เจ้าจะต้องถูกสาปจากดินที่ได้อ้าปากรับโลหิตน้องเจ้าจากมือเจ้า
12. ต่อไปเมื่อเจ้าทำนาจะไม่เกิดผลมาก เจ้าจะต้องหลบหนีและพเนจรไปในโลก"
13. ฝ่ายคาอินทูลพระเจ้าว่า"โทษของข้าพระองค์หนักเหลือที่ข้าพระองค์จะทนได้"
14. ดูเถิดวันนี้พระองค์ทรงขับไล่ข้าพระองค์ออกจากที่ดินพ้นจากพระพักตร์พระองค์ไป ข้าพระองค์จะต้องหลบหนีและพเนจรไปในโลก ใครพบข้าพระองค์ก็จะฆ่าข้าพระองค์เสีย
15. พระเจ้าตรัสกับคาอินว่า "ไม่ได้ ผู้ใดฆ่าคาอิน จะมีโทษเจ็ดเท่า" แล้วพระเจ้าทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวคาอินเพื่อว่าเมื่อใครพบจะได้ไม่ฆ่า
16. คาอินออกไปพ้นพระพักตร์พระเจ้าไปอยู่เมืองโนด ทิศตะวันออกของเอเดน
เชื้อสายของคาอิน
17. คาอินสมสู่อยู่กับภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายชื่อเอโนค คาอินสร้างเมืองขึ้นเมืองหนุ่ง เรียกชื่อเมืองนั้นว่า เอโนค ตามชื่อบุตรของตน
18. เอโนคมีบุตรชื่ออิราด อิราดมีบุตรชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลมีบุตรชื่อเมธูชาเอล และเมธูชาเอลมีบุตรชื่อลาเมค
19. ส่วนลาเมคได้ภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่ออาดาห์ คนหนึ่งชื่อศิลลาห์
20. นางอาดาห์มีบุตรชื่อยาบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่อาศัยในเต๊นท์และเลี้ยงสัตว์
21. น้องชายของเขาชื่อยูบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่มีฝีมือดีดพิณเขาคู่และเป่าปี่
22. นางศิลลาห์มีบุตรชายด้วย ชื่อทูบัลคาอิน เป็นช่างทำเครื่องมือทองสัมฤทธิ์และเหล็กต่าง ๆ ทูบัลคาอินมีน้องสาวชื่อนาอามาห์
23. ลาเมคพูดกับภรรยาของตนว่า"อาดาห์และศิลลาห์จงฟังเสียงของเรา ภรรยาลาเมคเอ๋ย จงสดับฟังถ้อยคำของเรา เราฆ่าชายคนหนึ่ง เพราะทำให้เราบาดเจ็บ หนุ่มคนหนึ่ง เพราะตีเรา
24. หากทำแก่คาอิน ต้องมีโทษเจ็ดเท่าแล้ว เมื่อทำแก่ลาเมคก็ต้องมีโทษเจ็ดสิบเจ็ดเท่า"
เชื้อสายของเสท
25. อาดัมได้สมสู่อยู่กับภรรยาของตนอีกนางก็ให้กำเนิดบุตรชาย เรียกชื่อว่า เสท เพราะ"พระเจ้าทรงโปรดให้ฉันมีบุตรอีกคนหนึ่งแทนอาแบลเพราะคาอินฆ่าอาแบลเสีย"
26. ฝ่ายเสทก็มีบุตร ชื่อ เอโนช คราวนั้นมนุษย์เริ่มต้นนมัสการโดยออกพระนามพระเยโฮวาห์
เชื้อสายของอาดัม บทที่ 5 ปฐมกาล
1. ต่อไปนี้เป็นหนังสือลำดับพงศ์พันธุ์ของอาดัม เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้นพระองค์ทรงสร้างตามฉายาของพระเจ้า
2. พระองค์ทรงสร้างเป็นชายและหญิง แล้วทรงอำนวยพระพรแก่เขา และทรงเรียกว่ามนุษย์ในวันที่พระองค์ทรงสร้างนั้น
3. เมื่ออาดัมอยู่มาได้ร้อยสามสิบปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่งตามฉายาของเขาชื่อ เสท
4. ตั้งแต่อาดัมมีบุตรคือ เสท แล้ว ก็มีอายุอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
5. รวมอายุของอาดัมได้เก้าร้อยสามสิบปีจึงสิ้นชีวิต
6. เสท อยู่มาได้ร้อยห้าปีจึงมีบุตรชายชื่อ เอโนช
7. ตั้งแต่ เสท มีบุตรชื่อ เอโนช แล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยเจ็ดปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
8. รวมอายุเสทได้เก้าร้อยสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต
9. เอโนชอยู่มาได้เก้าสิบปีจึงมีบึตรชื่อ เคนัน
10. ตั้งแต่เอโนชมีบุตรคือเคนันแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสิบห้าปีมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
11. รวมอายุเอโนชได้เก้าร้อยห้าสิบปีจึงสิ้นชีวิต
12. เคนันอยู่มาได้เจ็ดสิบปีจึงมีบุตรชื่อ มาหะลาเลล
13. ตั้งแต่เคนันมีบุตรคือมาหะลาเลลแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสี่สิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
14. รวมอายุเคนันได้เก้าร้อยสิบปีจึงสิ้นชีวิต
15. มาหะลาเลลอยูมาได้หกสิบห้าปี จึงมีบุตรชื่อ ยาเรด
16. ตั้งแต่มาหะลาเลลมีบุตรคือ ยาเรด แล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสามสิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
17. รวมอายุมาหะลาเลลได้แปดร้อยเก้าสิบห้าปีจึงสิ้นชีวิต
18. ยาเรดอยู่มาได้ร้อยหกสิบสองปีจึงมีบุตรชื่อ เอโนค
19. ตั้งแต่ยาเรดมีบุตรคือเอโนคแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
20. รวมอายุยาเรดได้เก้าร้อยหกสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต
21. เอโนค อยู่มาได้หกสิยห้าปี จึงมีบุตรชื่อ เมธูเสลาห์
22. ตั้งแต่เอโนคมีบุตรคือ เมธูเสลาห์แล้ว ก็ดำเนินกับพระเจ้าสามร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
23. รวมอายุเอโนคได้สามร้อยหกสิบห้าปี
24. เอโนคดำเนินกับพระเจ้าแล้วหายหน้าไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป
25. เมธูเสลาห์อยู่มาได้ร้อยแปดสิบเจ็ดปี จึงมีบุตรชื่อ ลาเมค
26.
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น